เทคนิคการขับขี่จักรยานใน กทม.

การปั่นจักรยานร่วมกับพาหนะอื่นๆ มีความเป็นไปได้และมีความปลอดภัยระดับหนึ่ง หากเราปั่นฯ อย่างมีสติและไม่ประมาท

ถนนที่ควรหลีกเลี่ยง

  1. ถนนสายหลักบางเส้นทางถึงแม้จะเป็นถนนที่กว้างขวางชนิด 4 เลน หรือ 8 เลน แต่ไม่มีไหล่ทางและการจราจรไม่ติดขัด รถยนต์ส่วนใหญ่จะใช้ความเร็วค่อนข้างสูงดังนั้นหากมีพาหนะที่ค่อนข้างช้าอยู่บนเส้นทางจึงเสี่ยงหรือมีแนวโน้มที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ แต่หากถนนเส้นทางนั้นมีฟุตบาทที่กว้างขวางและคนเดินถนนน้อยก็สามารถหลีกเลี่ยงนำจักรยานไปปั่นฯ บนฟุตบาทได้ แม้ว่าจะไปด้วยความเร็วที่ค่อนข้างช้ากว่าการปั่นฯ บนผิวถนนแต่ก็มีความปลอดภัยมากกว่า
  2. การปั่นฯ บนฟุตบาทควรให้เกียรติและให้สิทธิผู้เดินถนนมาก่อนเพื่อความปลอดภัยและเป็นมารยาทที่ดี ไม่ควรใช้กระดิ่งจักรยานอย่างพร่ำเพรื่อเกินความจำเป็น สิ่งที่ควรจะต้องระวังบนผิวฟุตบาทนอกจากผิวทางที่ไม่สม่ำเสมอในบางเส้นทางแล้วก็ควรจะระวังรถจักรยานยนต์ที่มาร่วมใช้เส้นทางด้วยโดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ที่ขับสวนทางมาด้วยความเร็ว
  3. ถนนซอยที่เป็นเส้นทางลัดของรถยนต์ย่อมมีรถใช้เส้นทางมากกว่าถนนซอยทั่วไปและมักจะเป็นทางแคบดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงในการนำจักยานเข้าไปปั่นฯ ยกเว้นพิจารณาแล้วว่าเป็นช่วงเวลาที่ไม่ใช่เวลาเร่งด่วนตอนเช้าและเย็นหรือเป็นทางช่วงสั้นที่สามารถปั่นฯ ผ่านไปได้โดยใช้เวลาอยู่บนผิวทางไม่นานนัก
  4. ช่วงใกล้แยกจุดตัดถนนที่เป็น 3 แยก 4 แยกและมีสัญญาณไฟจราจรแม้ว่าจะดูน่าปลอดภัย แต่มักจะเป็นจุดที่รถยนต์เร่งใช้ความเร็วเมื่อได้สัญญาณไฟเขียว ดังนั้นเมื่อเห็นว่าไม่ปลอดภัยที่จะปั่นฯ อยู่บนผิวถนนร่วมกับรถยนต์ควรหลีกเลี่ยงอันตรายด้วยการขึ้นไปใช้ผิวฟุตบาทในการเดินทางแทนแม้จะเป็นระยะทางสั้นๆ ก็ตาม ในกรณีที่ผิวฟุตบาทมีลักษณะที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการปั่นจักรยานเช่นมีแผงขายสินค้า มีคนเดินถนนมาก เราอาจจะเลือกเข็นจักรยานเป็นระยะทางสั้นๆ บนฟุตบาทแทนการปั่นฯ ได้เช่นกัน
  5. การข้ามถนนที่กว้างและรถยนต์ใช้ความเร็วสูงอย่างเช่นถนนวิภาวดีรังสิต ถนนรามอินทรา ฯลฯ อาจจะเลือกใช้วิธีข้ามถนนด้วยการนำจักรยานข้ามสะพานลอยคนเดินถนนจะมีความปลอดภัยสูงกว่าการข้ามบนผิวถนนหรือปั่นฯ ตามการจราจรผ่านแยกไฟจราจร/กลับรถในจุดกลับรถของรถยนต์เพราะเราอาจจะถูกรถยนต์เบียด แซง หรือชนหากปั่นฯ ช้าจนค้างอยู่บนผิวจราจรเมื่อกระแสรถยนต์ทิศทางอื่นได้สัญญาณไฟเขียวหรือมีจังหวะแซงจนเราอาจจะเกิดอันตรายได้
  6. เกาะกลางถนนช่วงจุดกลับรถเป็นอันตรายอย่างยิ่งกับจักรยานเนื่องจากการข้ามถนนในจุดดังกล่าวนอกจากจะต้องใช้ความเร็วที่เหมาะสมแล้ว เรายังต้องใช้ความระมัดระวังรถมากกว่า 2 ทิศทาง (รถยนต์ทิศทางขาขึ้น/รถยนต์ทิศทางขาล่องและรถยนต์ที่ต้องการจะกลับรถทั้ง 2 ทิศทาง) หากจำเป็นต้องใช้จุดกลับรถในการข้ามถนนพยายามอย่าเลือกตำแหน่งที่คาดว่าจะมีรถยนต์มาใช้ผิวทางเช่นหัวเกาะทั้ง 2 จุด บางครั้งการเลือกข้ามตรงจุดกึ่งกลางระหว่างหัวเกาะที่มีพื้นที่กว้างขวางอาจจะปลอดภัยกว่าหรืออีกวิธีหนึ่งที่ดีกว่าก็คือการเข็นรถจักรยานข้ามเกาะกลางทีละครึ่งช่วงถนนเช่นเดียวกับการเดินข้ามถนนแทนที่จะมาข้ามตรงจุดกลับรถ

ถนนที่ปั่นจักรยานได้

  1. จริงๆ แล้วถนนสายหลักทั่วพื้นที่ กทม. มักเป็นอันตรายสำหรับการปั่นจักรยานเนื่องจากมี รถเมล์/ รถตู้โดยสาร/ รถร่วม ขสมก./ สามล้อเครื่อง/ แท๊กซี่ และมอเตอร์ไซด์ ซึ่งเป็นพาหนะอันตรายสำหรับจักรยาน แต่ถนนสายหลักหลายเส้นทางก็มีการจราจรติดขัดอยู่ตลอดแทบทั้งวัน ซึ่งถนนลักษณะนี้รถยนต์และรถที่มีขนาดใหญ่เกือบทั้งหมดมักเคลื่อนที่ไปได้อย่างช้าๆ จึงไม่ค่อยมีโอกาสที่จะก่อให้เกิดอันตรายกับจักรยานได้มากนักและบริเวณใกล้ฟุตบาทหรือช่องทางด้านซ้ายก็มักมีพื้นที่พอเพียงสำหรับการปั่นจักรยานสำหรับผู้ที่มีประสพการณ์ในการปั่นจักรยานบนถนนมาบ้างแล้ว สิ่งที่ควรระวังก็มีเพียงจักรยานยนต์ที่มักแทรกออกมาในจุดที่ไม่คาดคิดบ้างเล็กน้อย รวมไปถึงจักรยานยนต์ที่ตามหลังมาในเส้นทางที่อาจจะเบียดหรือแซงจนเราเสียหลักได้
  2. ซอยย่อย ใน กทม. หลายเส้นทางมีลักษณะที่เอื้ออำนวยต่อการปั่นจักรยานเนื่องจากไม่มี รถตู้ รถเมล์ รถร่วม ขสมก. อยู่ในเส้นทาง รถที่ควรจะต้องระวังก็มีเพียงสี่ล้อเล็ก รถแท๊กซี่และมอเตอร์ไซด์เท่านั้นเอง ซอยย่อยบางแห่งถึงจะเป็นซอยย่อยแต่ก็มีผิวทางที่กว้างขวางถึง 4 หรือ 6 ช่องจราจรโดยผิวจราจรด้านในสุดอาจจะเป็นที่จอดรถซึ่งทำให้รถยนต์ที่แล่นบนถนนใช้ความเร็วสูงมากไม่ถนัด แต่ก็ควรจะต้องใช้ความระมัดระวังเมื่อปั่นฯ ผ่านรถแท๊กซี่ที่จอดส่งผู้โดยสารหรือรถยนต์ที่จอดอยู่โดยมีผู้โดยสารอยู่ในตัวรถเนื่องจากประตูรถอาจจะถูกเปิดออกมาขวางหน้าเรากระทันหันจนอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้
  3. ถนนซอยบางเส้นทางอาจจะเป็นทางตันสำหรับรถยนต์ แต่หากพิจารณาหรือสอบถามเส้นทางจากชาวบ้านในท้องถิ่นอาจจะพบว่ามีทางลัดท้ายซอยสำหรับ คนเดินเท้า จักรยานและจักรยานยนต์ ซึ่งทางลักษณะนี้มักแทบไม่มีรถยนต์เข้ามาใช้เส้นทางจึงมักใช้เป็นเส้นทางจักรยานได้ปลอดภัยกว่าเส้นทางอื่น
  4. หมู่บ้านขนาดใหญ่หลายแห่งใน กทม. นอกจากถนนเส้นหลักที่มีรถยนต์หนาแน่นแล้วเส้นทางในหมู่บ้านมักมีซอยย่อยที่ขนานไปกับเส้นทางหลักอีกต่างหาก การเลือกปั่นจักรยานในเส้นทางย่อยแทนถนนหลักจะช่วยให้ปั่นจักรยานได้ด้วยความปลอดภัย สะดวก และปลอดจากอันตรายมากกว่าการปั่นฯ บนเส้นทางหลัก
  5. เส้นทางใน กทม. นั้นก็มีลักษณะเช่นเดียวกับทางหลวงทั่วประเทศไทยที่นอกจากจะมีเส้นทางหลักที่การจราจรหนาแน่นแล้ว ในทิศทางการเดินทางเดียวกันอาจจะมีซอยย่อยที่อาจจะคดเคี้ยวหรืออ้อมเล็กน้อยแต่ก็มุ่งหน้าไปทิศทางเดียวกับเส้นทางหลักซึ่งซอยลักษณะนี้มักมีรถยนต์ใช้เส้นทางน้อยกว่าถนนใหญ่ทำให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการใช้เป็นเส้นทางปั่นจักรยาน

เทคนิคและข้อควรระวังขณะปั่นจักรยานบนผิวถนน
สิ่งที่ควรสังเกตุและใช้ความระมัดระวังขณะปั่นจักรยานก็คือ

  1. คนยืนริมถนนที่น่าจะรอข้ามถนน/รอเรียกรถยนต์สาธารณะ เพราะเราอาจจะถูกรถสี่ล้อเล็กและแท๊กซี่ตัดหน้า+เบรคกระทันหัน (เพื่อรับผู้โดยสาร) ในระยะกระชั้นชิด หรือคนข้ามถนนเดินตัดหน้าและขวางทางดังนั้นเมื่ออยู่ในสถานการณ์แบบนี้ วิธีที่ปลอดภัยไว้ก่อนก็คือชลอความเร็ว หยุดการปั่นฯ เบรคหรือเตรียมเบรคไว้ล่วงหน้าเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ
  2. บริเวณใกล้ป้ายรถเมล์แม้จะไม่มีผู้โดยสารยืนรอ แต่ก็มีความเสี่ยงที่รถเมล์จะขับตัดหน้าจักรยานเพื่อจอดส่งผู้โดยสาร
  3. รถยนต์ที่จอดอยู่ในช่องทางริมถนนแต่มีผู้ขับขี่อยู่ในที่นั่งคนขับ มักจะมีแนวโน้มที่จะออกรถอย่างทันทีทันใด ในช่วงเวลาใดก็ได้ ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ขึ้นระหว่างที่ปั่นจักรยานอยู่ด้านข้างรถยนต์พอดีจะค่อนข้างอันตราย ควรใช้ความระมัดระวังและให้สัญญาณระหว่างผ่านผู้ขับขี่เพื่อที่ผู้ขับรถยนต์จะได้สังเกตุและระมัดระวังผู้ปั่นจักรยาน
  4. ทางโค้งหลายแห่งใน กทม. ในปัจจุบันมักมีการทาแถบสีนูนเพื่อเตือนรถยนต์ให้ลดความเร็วการปั่นฯ ผ่านไปบนแถบสีเป็นช่วงๆ นอกจากจะกินแรงในการปั่นฯ มากกว่าปรกติแล้วยังทำให้รู้สึกสะเทือนมากกว่าการปั่นฯ บนผิวถนนเรียบๆ หากใช้ความสังเกตุให้ดีแถบสีเหล่านี้มักมีช่องว่างด้านข้างช่องจราจรประมาณ 1 ฟุตทั้ง 2 ด้านซึ่งกว้างพอเพียงที่จะปั่นฯ ผ่านไปได้โดยไม่ต้องพบกับความสะเทือนบนผิวถนน
  5. ถนนบางแห่งที่มีรถยนต์จอดอยู่มักมีสุนัขมาหลบแดดนอนใต้ท้องรถ การปั่นฯ ผ่านในระยะใกล้มากอาจจะเป็นการส่งเสียงรบกวนให้สุนัขตื่นขึ้นมาวิ่งไล่กวดได้ ดังนั้นหากพบว่ามีสุนัขนอนอยู่ใต้ท้องรถควรใช้ความระมัดระวังหรือหลีกปั่นฯ ผ่านในระยะห่างพอสมควรและหากเป็นช่องทางแคบควรมองล่วงหน้าไปถึงรถที่จะสวนมาหรือรถด้านหลังในระยะใกล้ด้วย
  6. เสียงเครื่องยนต์ในระยะใกล้ทางด้านหลังอาจจะเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่ามีรถยนต์กำลังหาที่จอดรถริมถนนบริเวณที่เราปั่นฯ อยู่หรือชลอรถเพื่อเลี้ยว (ตัดหน้า) เข้าซอยข้างหน้า

เทคนิคการปั่นฯ ทั่วไป

  1. ถนนซอยบางแห่งผิวทางขรุขระ ไม่ราบเรียบ เป็นช่วงสั้นๆ เป็นระยะๆ หากผู้ปั่นฯ มีทักษะพอเพียงสามารถเลี่ยงปั่นบนแนวเส้นทางร่องระบายน้ำซึ่งมักจะมีผิวราบเรียบ(เสมอ)และมากกว่าผิวถนนได้
  2. ลูกระนาดและผิวทางขรุขระช่วงสั้นๆ เป็นจุดที่ควรถนอมกำลังในการปั่นฯ ด้วยการปล่อยให้รถเคลื่อนที่ไปด้วยแรงเฉี่อยของตัวเองมากกว่าการปั่นฯ เนื่องจากผิวทางลักษณะเช่นนี้มักกินกำลังในการปั่นฯ มากกว่าการปั่นฯ บนผิวทางทั่วไป
  3. สำหรับผู้ที่มีประสพการณ์ในการปั่นฯ รถซาเล้ง/ รถขายสินค้า และรถเมล์ 2 แถวขนาดเล็ก มักจะเป็นรถที่ใช้ความเร็วสม่ำเสมอและแล่นอย่างช้าๆ จนสามารถปั่นฯ ดูดตามรถเพื่อผ่อนแรงและเพิ่มความเร็วในการปั่นฯ ได้ แต่ก็ควรมองเผื่อไปในเส้นทางข้างหน้าว่ามีสิ่งกีดขวางเช่นรถที่จอดกระทันหันหรือผู้โดยสารรออยู่ข้างทางหรือไม่เพื่อที่เราจะได้หยุดตามรถเหล่านั้นได้ทันท่วงที
  4. ไม่ควรปั่นฯ แซงรถเมล์หรือรถแท๊กซี่ที่จอดรอรับผู้โดยสารหรือส่งผู้โดยสารโดยไม่จำเป็นเพราะเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายเมื่อรถเหล่านั้นเคลื่อนที่ออกจากที่จอดโดยมองไม่เห็นจักรยานที่อยู่ด้านข้าง
  5. เมื่อมีรถยนต์จอดขวางอยู่ด้านหน้าและปั่นฯ แซงผ่านไปไม่ได้ ควรจอดรอและลดเกียร์เป็นเกียร์ต่ำเพื่อเตรียมตัวออกรถตามรถยนต์คันนั้นออกไป และหากเราใช้ความเร็วที่เหมาะสมเราอาจจะเลือกใช้วิธีผ่อนแรงในการปั่นฯ ด้วยการใช้เทคนิคดูดรถยนต์นั้นไปในระยะทางสั้นๆ ได้อีกต่างหาก
  6. พื้นที่บางจุดมักมีสุนัขจรจัดนอนขวางเส้นทางการปั่นฯ หลายตัวหรือมากกว่า 10 ตัว การปั่นฯ ผ่านไปบางครั้งอาจจะเกิดอันตรายจากสุนัขตื่นขึ้นมารุมวิ่งไล่กวดทั้งฝูง หากพิจารณาแล้วว่าไม่มีสุนัขตัวใหญ่ที่จะก่อให้เกิดอันตรายได้ การลงจากจักรยานแล้วเข็นรถผ่านไปอย่างช้าๆ อาจจะปลอดภัยมากกว่าหรือหากเผื่อความปลอดภัยอาจจะเก็บกิ่งไม้ข้างทางหรือก้อนหินเอาไว้ในมือเผื่อจะต้องไล่สุนัขด้วยก็ได้ หรือหากไม่แน่ใจก็ควรรอเพื่อนร่วมทางคนอื่นที่เป็นคนเดินถนนหรือคนที่ปั่นฯ จักรยานเช่นเดียวกับเรา เมื่อผ่านมาก็ขออาศัยเป็นเพื่อนร่วมเส้นทางไปเพื่อความอุ่นใจด้วยก็ได้
  7. สุนัขโดยทั่วไปมักหวงเขตที่อยู่ของตัวเองซึ่งมีระยะทางไม่กี่ร้อยเมตรดังนั้นหากเราพ้นระยะนั้นออกมาได้ก็นับว่าปลอดภัยจากการรบกวนของสุนัขแล้วเช่นกัน
  8. ควรปั่นให้เป็นเส้นตรงให้มากที่สุด ถ้าบางสภาวะการณ์ต้องออกแนวเส้นตรงต้องมองหลังให้แน่ใจว่าไม่มีรถ ถึงจะออกได้ มอเตอร์ไซต์เป็นรถที่ต้องระวังมากที่สุด การปั่นให้เป็นแนวเส้นตรงก็เพราะ เวลารถคันอื่นจะแซงเรา เขาจะกะว่าเราต้องวิ่งตามแนวถนนในแนวเส้นตรงเหมือนกัน บางครั้งเขาจึงจำเป็นต้องเบียดเข้ามาใกล้เรา ถ้าถึงจังหวะนั้นเราออกจากแนวเส้นตรงของเรา โอกาสจะการเฉี่ยวก็มีสูง จะทำให้ร้ายแรงถึงโดนรถที่ตามมาชนซ้ำอีก ถึงชีวิตเชียวนะครับ เหมือนที่เกิดกับเพื่อนผมไปไม่นาน
  9. ควรระวังเส้นจราจรที่ตีไว้บนผิวทางทั้งขาวและเหลือง เส้นพวกนี้เมื่อเวลาโดนน้ำจะลื่นกว่าปกติมาก ฉะนั้น เวลาฝนตกห้ามปั่นไปใกล้เส้นพวกนี้ ซึ่งอาจทำให้เบรคแล้วลื่นไถล อันตรายมาก
  10. สายไฟหรือท่อน้ำที่มีขนาดใหญ่มักลื่นจนไม่สาารถปั่นฯ ผ่านไปตามธรรมดาได้นอกจากจอดรถลงเดินแล้วเข็นข้ามไเวลาปั่นในเมืองช่วงที่มีการจราจรคับคั่ง
  11. ควรใช้นิ้วแตะเบรคเตรียมพร้อมเบรคอยู่ตลอดเวลาครับ เพราะในสภาวะถนนแบบนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอด ถ้าให้ดีให้ใช้นิ้วชี้เพียงนิ้วเดียววางบนเบรค เพื่อให้นิ้วอื่นได้จับกำแฮนด์ให้มั่น จริง ๆ แล้วการปั่นในกทม.ก็ไม่ต่างอะไรจากการปั่นในทาง cross มากนัก ต้องระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา
  12. ตามแยกไฟแดง ถ้ายังไม่มีรถยนต์ไปติดไฟแดงก่อน เราควรรอที่ริมถนนดีกว่าไปรอที่เส้นไฟแดงเดี่ยวๆ เพราะเคยมีกรณี รถเบรคแตก หรือคนขับขาดสติหรือเมาเบรคไม่ทัน ทำให้ชนกวาดรถมอไซต์ รวมทั้งจักรยานที่จอดรอไฟแดงอยู่ ถึงชีวิต หรือพิการอีกเช่นกัน โดยเฉพาะกลางคืน พวกเมาเยอะ

จริงๆ แล้วเรื่องของการปั่นจักรยานบนถนนให้ปลอดภัยยังมีรายละเอียดอีกมากมายแต่หากเราเป็นผู้ไม่ประมาทและช่างสังเกตุ ประสพการณ์จะเป็นผู้สอนเราเองถึงสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ
นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องพื้นฐานเล็กๆ น้อยๆ ที่หลายท่านก็ทราบกันดีอยู่แล้วเช่น ติดธง/ ติดอุปกรณ์สะท้อนแสง/ ใส่เสื้อผ้าสีสด สะดุดตา/ ติดตั้งไฟกระพริบทั้งด้านหน้าและท้ายรถในช่วงเวลาที่ไม่มีแสงแดดเพื่อให้รถยนต์สังเกตุเห็นจักรยานได้ชัดเจน

เทคนิคการขับขี่จักรยานใน กทม. สำหรับมือเก่า

  1. การข้ามสี่แยกแบบโดดเดี่ยวมีแต่จักรยานคันเดียวบนถนนเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงแม้ว่าจะมีสัญญาณไฟเขียวอยู่เป็นเวลานานเพราะอาจจะมีรถที่แล่นอยู่ในอีกทิศทางหนึ่งหรือจอดรอไฟแดงเห็นถนนว่างก็เลย…. ฝ่าไฟแดง…. ออกมาโดยเฉพาะในปัจจุบันจะพบมากกับยานพาหนะประเภทจักรยานยนต์ ซึ่งผลที่ได้มักเป็นอุบัติเหตุและความเสียหายชนิดรุนแรง (ยกเว้นแต่ว่าคุณพิจารณาด้วยตัวเองแล้วว่าปลอดภัยแน่นอน)
  2. จังหวะที่เหมาะสมสำหรับการข้ามสี่แยกในจังหวะสัญญาณไฟเขียวคือการออกตัวพร้อมๆ กับรถอื่นในลักษณะการ “เกาะกลุ่ม” หรือ “ดูด” ตามรถที่ใหญ่กว่าออกไป โดยเฉพาะรถที่มีอัตราการเร่งช้า เช่น รถสิบล้อที่มีน้ำหนักบรรทุก รถทัวร์ที่มีผู้โดยสาร รถขายไอสครีม รถซาเล้ง ฯลฯ
  3. การอาศัยแอบ “บัง” รถ(ยนต์) คันอื่นออกไปผ่านหรืออยู่กลางสี่แยกจะเป็นการช่วยผ่อนหนักเป็นเบาในกรณีเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดอย่างเช่นรถที่หลับในฝ่าไฟแดงออกมาชนรถที่ได้ไฟเขียว
  4. หากเกียร์ที่คุณใช้เพื่อการปั่นฯ ออกรถทั่วๆ ไปคือเกียร์ 1- 4 (จาน 1 เกียร์ 4) ให้ทดลองใช้เกียร์ที่สูงกว่าอีก 1 ระดับเช่นเกียร์ 1 – 5 เพื่อการปั่นฯ ออกรถตามบริเวณ 4 แยก หากรู้สึกว่าไม่เป็นการฝืนแรงปั่นฯ มากจนเกินไป เนื่องจากจะทำให้คุณสามารถเร่งหนีภาวะคับขันขึ้นความเร็วสูงได้ดีกว่าการเริ่มต้นจากเกียร์ต่ำๆ โดยไม่ต้องมึนหรือสับสนกับการเปลี่ยนเกียร์ช่วงคับขัน
  5. แยกไฟสัญญาณจราจรที่รู้สึกว่ายากต่อการปั่นฯ ข้ามไปพร้อมรถยนต์อื่น แนะนำให้แปลงกายเป็นคนเดินข้ามถนนแล้วข้ามตามทางม้าลายจะทำได้ “ง่ายกว่ากันเยอะเลย”
  6. แบกรถเดินข้ามสะพานลอยเลย

เทคนิคอื่นๆ

  1. การติดไฟกระพริบแสงสีขาวที่สว่างมากๆ ด้านหน้ารถ พอจะช่วยลดอันตรายจากอุบัติเหตุได้ระดับหนึ่งเนื่องจากจะทำให้มอเตอร์ไซด์ที่ขับย้อนศรสวนเลนมา รถยนต์ที่จะขับตัดหน้าออกจากซอย ชะงักและมองเห็นว่ามีจักรยานอยู่บนถนนใหญ่ พยายามเลือกไฟกระพริบที่มีจังหวะติด-ดับห่างกันพอสมควรเพื่อให้เป็นที่สังเกตุง่าย ไฟกระพริบที่มีอัตราการกระพริบถี่เกินไปจะทำให้ไม่มีความเด่นและสะดุดตาครับ
  2. หากเราใช้ความเร็วเดินทางค่อนข้างสูงและลำบากต่อการเบรคหยุดรถกระทันหัน เพื่อป้องกันรถอื่นแซงจากด้านหลังแล้วเลี้ยวตัดหน้าเข้าซอย ควรปั่นฯ ชิดขอบเลนด้านขวามือหรือปั่นฯ อยู่กลางเลนเฉพาะในจังหวะที่ผ่านบริเวณปากซอยเพื่อ ป้องกันอุบัติเหตุจากด้านหลัง เช่นเดียวกับสี่แยกจราจรที่ช่องจราจรซ้ายสุดเป็นเลนสำหรับรถที่ “เลี้ยวซ้ายผ่านตลอด” หากเราต้องการตรงไปควรจะเลือกอยู่ในตำแหน่งซ้ายสุดของช่องจราจรช่องที่ 2 จะปลอดภัยกว่า
  3. ถนนที่มีรถยนต์จอดอยู่เลนซ้ายเป็นระยะแม้จะมีระยะทางห่างกันมากก็ควรปั่นฯ อยู่ในแนวเลนที่มีรถจอดจะเป็นการปลอดภัยมากกว่าการปั่นฯ อยู่ในเลนขวาที่ว่าง เนื่องจากรถ (ยนต์) ที่มีความเร็วมักไม่นิยมแล่นบนเลนที่มีรถจอดขวางอยู่ข้างหน้า
  4. ควรท่องจำให้ขึ้นใจว่าเมื่อเข้าที่คับขันสุดๆ จนหมดทางแก้ไขสถานการณ์แล้ว จักรยานทั้งคันรวมไปถึงเครื่องประดับและทรัพย์สินยังมีราคาถูกกว่ามูลค่าชีวิตของตัวเราเองมากมาย

Reference:

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s