คิดนอกกรอบ

ได้อ่านบทความ เรื่องการคิดนอกกรอบ ของ คุณณรงค์วิทย์ แสนทอง ที่เขียนหนังสือ เรื่อง กล้าเปลี่ยนแปลง เห็นว่าน่าสนใจทีเดียว

Paradigm คือกรอบทางความคิดของคน ในแต่ละเรื่องคนแต่ละคนอาจจะมีกรอบทางความคิดที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ มุมมอง ทัศนคติ และความเชื่อของบุคคลนั้นว่าเป็นอย่างไร

กรอบทางความคิดของคนจะเปรียบเสมือนช่องทางเดินรถ (Lane) บนถนนที่กำหนดว่าจะต้องขับรถอยู่ภายในช่องทางของตัวเอง เมื่อมีกรอบในการขับรถ คนขับรถก็จะไม่ขับออกนอกช่องทาง เพราะถ้าขับออกนอกช่องทางเมื่อไหร่ อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือตกข้างถนนได้ ดังนั้น กรอบทางความคิดจึงเป็นช่องทางเดินรถที่จะเป็นตัวกำหนดว่าชีวิตของคนๆ นั้น จะเดินไปในทิศทางใด

มีเกมส์อยู่เกมส์หนึ่งที่ผู้นำการฝึกอบรมนิยมจะนำมาใช้ในการทดสอบกรอบทางความคิดของผู้เข้ารับการฝึกอบรมว่ามีกรอบความคิดแบบใด

คำอธิบาย ขอให้ลากเส้นตรง 4 เส้นผ่านจุดทั้งเก้าจุดโดยเส้นตรงจะต้องเชื่อมโยงกัน (ลากเส้นโดยไม่ต้องยกมือ)

จากเกมส์นี้ จะพบว่าผู้เข้าเล่นเกมส์ส่วนมากมักจะคิดว่าจะลากเส้นตรงอย่างไรอยู่ภายในกรอบของจุดทั้งเก้าจุดเท่านั้น เพราะกรอบทางความคิดของผู้เล่นยึดติดกับคำว่า “สี่เหลี่ยม” และผู้เล่นจะทึกทักเอาเองว่าเป็นสี่เหลี่ยม ซึ่งจริงๆ แล้วจุดทั้งเก้าจุดนั้นไม่ใช่รูปสี่เหลี่ยม แต่เป็นเพียงภาพของจุดสีดำที่เรียงตัวกันบนพื้นสีขาวเท่านั้น

ถ้าเข้าไปสังเกตการเล่นเกมส์นี้ นอกจากจะรู้ถึงกรอบความคิดของแต่ละคนแล้ว ยังจะเห็นพฤติกรรมการแก้ปัญหาของผู้เล่นเกมส์ได้อีกด้วย จะเห็นว่าบางคนไม่ชอบลองทำอะไรที่ตัวเองไม่มั่นใจ บนกระดาษที่แจกไปก็ไม่มีเงาของรอยลากเส้นแม้แต่รอยเดียว บางคนชอบจินตนาการกลางอากาศ เมื่อได้ภาพแล้วค่อยวาดลงบนกระดาษ บางคนเป็นพวกชอบลอง ไม่ลองไม่รู้ จะเห็นรูปบนกระดาษเต็มไปหมด ลากแล้วผิด ลากใหม่ ซึ่งคนประเภทชอบลองก็จะแบ่งออกเป็นสองพวกคือ พวกที่ลองลากเส้นในรูปแบบที่ยังไม่เคยลากมาก่อน กับพวกที่เป็นประเภทย้ำคิดย้ำทำ ลากไปลากมาก็อยู่ในรูปแบบเดิม ไม่ค่อยมีอะไรแตกต่าง

คำเฉลย การลากเส้นผ่านทุกจุดโดยไม่ต้องยกมือ แต่จะต้องลากออกนอกกรอบสี่เหลี่ยม(ที่เราคิดเอาเองว่าเป็นสี่เหลี่ยม) เพื่อให้เกิดมุมที่จะลากกลับไปกลับมาให้ครบทุกจุดได้ ดังรูปข้างล่างนี้

หลายครั้งที่กรอบทางความคิดของคนไม่ตรงกัน และทำให้เกิดปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น

  • ลูกสองคนทะเลาะกันเพื่อแย่งส้มใบเดียวกัน เมื่อแม่เห็นว่าลูกทะเลาะกันก็เข้ามาจัดการแบ่งส้มให้ลูกคนละครึ่ง เพราะกรอบความคิดของแม่ที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็กคือ ถ้าพี่น้องทะเลาะกันเพื่อแย่งของกินกันเมื่อไหร่ แสดงว่าทั้งสองคนต้องการกินของชิ้นนั้นเหมือนกัน แต่เมื่อแบ่งส้มให้แล้ว ลูกคนโตก็ยังไม่พอใจ เพราะความต้องการที่แท้จริงคือต้องการเปลือกส้มไปทำการฝีมือส่งครูที่โรงเรียน ส่วนคนน้องก็ยังไม่พอใจเช่นกันเพราะต้องการกินส้มทั้งลูกคนเดียว
  • ขณะที่นายดำขับรถมอเตอร์ไซด์ออกจากบ้านไปซื้อของที่ตลาด ก่อนจะถึงทางโค้งก็มีผู้หญิงขับรถมอเตอร์ไซด์อีกคันขับสวนทางมาและตะโกนใส่นายดำว่า “ควาย” นายดำรู้สึกโกรธและโมโหมากที่โดนด่าโดยไม่ทราบสาเหตุ เพราะคิดว่าผู้หญิงคนนั้นด่าตัวเองว่าควายเพราะตัวเองตัวดำสมชื่อ คิดได้ดังนั้นก็หันกลับไปตะโกนใส่ผู้หญิงคนนั้นทันทีว่า”แ..ร..ด” เพื่อให้สมน้ำสมเนื้อกัน แต่พอหันกลับมารถมอเตอร์ไซด์ของนายดำที่กำลังเข้าโค้งก็ชนโครมกับ “ควาย” จริงๆ อย่างจัง ทำเอานายดำลงไปนอนให้ควายมองแบบสมน้ำหน้า ก่อนจะลุกขึ้นมาบ่นพึมพำว่า “ไม่น่าเลย เขาหวังดีแท้ๆ แต่เราไม่เชื่อ แถมยังไปด่าเขาอีก”
  • ขณะที่จินตนานั่งทำงานอยู่ในสำนักงาน (ซึ่งไม่สามารถมองเห็นว่าอากาศข้างนอกเป็นอย่างไร) นั้น บังเอิญเหลือบไปเห็นผู้ชายคนหนึ่งเดินถือร่มเข้ามาในสำนักงาน จินตนาคิดในใจทันทีว่าข้างนอกฝนต้องตกแน่ๆ เลย เพราะกรอบความคิดของจินตนาคือ ถ้าใครเดินถือร่มเข้ามาแสดงว่าข้างนอกฝนตก และยิ่งเป็นผู้ชายถือร่มเข้าด้วยแสดงว่าต้องตกหนักแน่ๆ แต่เหตุผลจริงๆที่ผู้ชายคนนั้นถือร่มเข้ามาอาจจะเป็นอย่างอื่นก็ได้ เช่น เอาร่มมาคืนนายคมกฤชเพราะยืมร่มไปเมื่อวันก่อน

จากตัวอย่างในเรื่องของกรอบความคิดที่กล่าวมาคงจะพอมองเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นว่าในแต่ละวันมีเหตุการณ์ที่เกิดจากความแตกต่างของกรอบความคิดเยอะมาก บางครั้งเป็นเพียงเหตุการณ์ที่กลายเป็นเรื่องหน้าแตกที่สร้างความขำขันให้คนอื่น บางครั้งเป็นเพียงความเข้าใจผิดเล็กๆน้อยพออภัยกันได้ แต่บางครั้งกรอบทางความคิดอาจจะกลายเป็นชนวนที่นำไปสู่ความขัดแย้งและเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงได้เช่นกัน

ดังนั้น การเข้าใจกรอบทางความคิดของตัวเองและผู้อื่น จึงเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับการให้คำปรึกษาแก่ผู้คน เพราะถ้าไม่เข้าใจกรอบทางความคิดของคนแล้ว ก็เท่ากับว่าจับจุดในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาคนไม่ตรงจุด หรืออาจจะต้องใช้เวลานานในการวิเคราะห์หาสาเหตุในการแก้ปัญหา การพูดคุยและการสังเกตผู้คน จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะนำเราไปสู่ความเข้าใจเกี่ยวกับกรอบทางความคิดของคนแต่ละคนว่าเขามีกรอบทางความคิดในแต่ละเรื่องเป็นอย่างไร

  • มองต่างมุม..มีโอกาสนำภาพแต่ละมุมมาต่อกันเป็นภาพใหญ่ได้
  • มองมุมเดียวกัน…แต่มองผ่านกรอบแว่นคนละสี ยากที่จะคุยกันรู้เรื่องว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็นสีอะไร

จริงอยู่ว่าคนเราแต่ละคนมีความคิดเป็นของตนเอง มีความสามารถ ซึ่งเกิดจากทักษะ เกิดจากประสบการณ์ที่ได้สะสมกันมา ผ่านการเรียนรู้ทั้งจากในระบบ นอกระบบ ผ่านการลองผิดลองถูก การแก้ไขปัญหาต่างๆมาหลายครั้ง ผ่านความสำเร็จ และ ผ่านความล้มเหลว ในแต่ละช่วงชีวิต ทำให้เกิดเป็นประสบการณ์ที่นำมาใช้ประกอบการตัดสินใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่เราต้องเจอะเจอกันในอนาคต

แต่ความจริงแล้ว การที่เราฝึกฝนในการคิดนอกกรอบบ้าง ในบางครั้ง บางโอกาส และสถานการณ์ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะบางที ที่เราทำอะไรซ้ำๆ ในประสบการณ์เดิมๆ ทำให้เรามองไม่เห็นสิ่งที่แตกต่างจากประสบการณ์ของเรา พอเราเจอกับปัญหา หรือ สถานการณ์ที่แตกต่างออกไป ทำให้เราไม่สามารถคิด วิเคราะห์ หรือ แก้ปัญหานั้นๆ ได้

ดังนั้น หากเราฝึกฝน เรียนรู้ ในการคิดนอกกรอบ คิดแตกต่างจากที่เราเคยคิด แตกต่างจากประสบการณ์ จะทำให้เราได้เห็นมุมมองที่แตกต่างออกไปจากที่เราเคยเจอ ซึ่งบางครั้ง บางเวลา กลับเป็นประโยชน์อย่างมากกับเรา และจะทำให้เรายิ่งเพิ่มพูนประสบการณ์และความรู้มากขึ้น

Reference:  http://www.oknation.net/blog/kritwat/2009/12/10/entry-2

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s